Table of Contents

การเก็บรวบรวมข้อมูลลูกค้า เป็นเหมือนหัวใจหลักในการทำธุรกิจ การจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จมักเริ่มต้นจากการมีข้อมูลที่ดี ที่สามารถนำไปใช้วิเคราะห์สิ่งต่างๆต่อ CDP คือ หนึ่งตัวช่วยในการจัดการระบบข้อมูลของลูกค้าที่ดี  วันนี้เลยจะมาพูดถึง CDP ประโยชน์ CDP คืออะไร ทุกแบรนด์จำเป็นต้องใช้ไหม มาติดตามกันเลย

CDP คืออะไร ทำไมต้องเก็บข้อมูลลูกค้าไว้ใน CDP ?

CDP ย่อมาจาก Customer Data Platform ซึ่ง CDP แปลว่า ระบบแพลตฟอร์มเก็บข้อมูลของลูกค้า  เป็นแพลตฟอร์มสำหรับรวบรวม จัดระเบียบ และจัดการข้อมูลลูกค้าจากหลากหลายแหล่ง CDP เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับธุรกิจทุกขนาด ธุรกิจที่ใช้ CDP จะสามารถเข้าใจลูกค้า สร้างแคมเปญการตลาดที่มีประสิทธิภาพ เพิ่มยอดขาย และสร้างความพึงพอใจของลูกค้า 

CDP ใช้เก็บข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทาง เช่น  Facebook Marketplace เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน

อีเมล CRM จัดระเบียบข้อมูลให้เป็นโปรไฟล์ลูกค้าแบบครบวงจร วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า แบ่งกลุ่มลูกค้าตามเกณฑ์ต่างๆ พร้อมส่งข้อมูลลูกค้าไปยังระบบการตลาดอื่นๆ เช่น ระบบการส่งอีเมล ระบบโฆษณาออนไลน์

เหตุผลที่ต้องเก็บข้อมูลลูกค้าไว้ใน CDP คืออะไรบ้าง?

1. เข้าใจลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง

CDP ช่วยให้นักการตลาดสามารถรวบรวมข้อมูลลูกค้าจากหลายช่องทาง เช่น เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน โซเชียลมีเดีย อีเมล CRM ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้นักการตลาดเข้าใจพฤติกรรม ความต้องการ และความชอบของลูกค้า

2. สร้างแคมเปญการตลาดที่มีประสิทธิภาพ

เมื่อนักการตลาดเข้าใจลูกค้าแล้ว พวกเขาสามารถสร้างแคมเปญการตลาดที่ตรงใจลูกค้ามากขึ้น แคมเปญเหล่านี้มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าแคมเปญทั่วไป

3. เพิ่มยอดขาย

แคมเปญการตลาดที่มีประสิทธิภาพจะช่วยเพิ่มยอดขาย ธุรกิจสามารถสร้างรายได้มากขึ้นจากลูกค้าที่มีอยู่

4. สร้างความพึงพอใจของลูกค้า

ลูกค้าจะรู้สึกพึงพอใจเมื่อได้รับประสบการณ์ที่ตรงใจ พวกเขามีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าหรือบริการจากธุรกิจต่อไป

5. ประหยัดเวลาและเงิน

CDP ช่วยให้นักการตลาดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พวกเขาไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าจากหลายแหล่ง

สมมติว่าธุรกิจขายเสื้อผ้าออนไลน์ Tiktok  ธุรกิจสามารถใช้ CDP เก็บข้อมูลลูกค้า เช่น ข้อมูลการซื้อสินค้า ข้อมูลการเข้าชมเว็บไซต์ ข้อมูลการใช้งานแอปพลิเคชัน ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้นักการตลาดเข้าใจว่าลูกค้าชอบซื้อเสื้อผ้าประเภทไหน ชอบซื้อเสื้อผ้าราคาเท่าไหร่ ชอบซื้อเสื้อผ้าจากช่องทางไหน ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้นักการตลาดสร้างแคมเปญการตลาดที่ตรงใจลูกค้า เช่น แนะนำเสื้อผ้าที่ลูกค้าชอบ เสนอส่วนลดสำหรับเสื้อผ้าที่ลูกค้าเคยดู แจ้งเตือนลูกค้าเมื่อมีสินค้าใหม่ ฯลฯ แคมเปญเหล่านี้มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าแคมเปญทั่วไป

CDP DMP CRM แตกต่างกันอย่างไร ?

CDP DMP และ CRM ต่างเป็นเครื่องมือที่ใช้จัดการข้อมูลลูกค้า แต่มีจุดประสงค์และวิธีการทำงานที่แตกต่างกันดังนี้

CDP (Customer Data Platform)

  • เป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวม จัดระเบียบ และจัดการข้อมูลลูกค้าจากทุกแหล่งทั้งออนไลน์และออฟไลน์
  • เน้นการเก็บข้อมูลแบบดิบ (Raw Data) และสร้างข้อมูลเชิงลึก (Insights) เกี่ยวกับพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า
  • ช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างประสบการณ์ส่วนบุคคล (Personalization) ให้กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • CDP เน้นการเก็บข้อมูลลูกค้าแบบองค์รวมเพื่อสร้าง Insights และ Personalization

DMP (Data Management Platform)

  • เป็นแพลตฟอร์มที่จัดการข้อมูลลูกค้าสำหรับการโฆษณาโดยเฉพาะ
  • เน้นการเก็บข้อมูลแบบกลุ่ม (Aggregate Data)
  • ช่วยให้นักการตลาดสามารถระบุกลุ่มเป้าหมาย (Targeting) และสร้างแคมเปญโฆษณาที่มีประสิทธิภาพ
  • DMP เน้นการเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อการโฆษณา

CRM (Customer Relationship Management)

  • เป็นระบบที่ใช้จัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า
  • เน้นการติดตามและจัดการข้อมูลการติดต่อสื่อสาร (Interaction) ระหว่างธุรกิจกับลูกค้า
  • ช่วยให้ธุรกิจสามารถให้บริการลูกค้า (Customer Service) และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า (Customer Relationship) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • CRM เน้นการติดตามการติดต่อสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า

Customer Data รวบรวมจากช่องทางไหนบ้าง

ช่องทางการรวบรวม Customer Data แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้

1. ช่องทางออนไลน์

  • เว็บไซต์ เก็บข้อมูลผ่าน Google Analytics, Cookies, การกรอกแบบฟอร์ม, การสมัครสมาชิก, การติดตามพฤติกรรมการคลิก, การดูสินค้า, การดาวน์โหลด, ฯลฯ
  • โซเชียลมีเดีย เก็บข้อมูลผ่านการติดตามโพสต์, คอมเมนต์, แชร์, การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย, ฯลฯ
  • อีเมล เก็บข้อมูลผ่านการติดตามการเปิดอ่าน, การคลิกลิงก์, การตอบกลับ, ฯลฯ
  • แอปพลิเคชัน เก็บข้อมูลผ่านการใช้งานแอป, พฤติกรรมการคลิก, การตั้งค่า, ข้อมูลการติดตั้ง, ฯลฯ
  • โฆษณาออนไลน์ เก็บข้อมูลผ่านการคลิกโฆษณา, พฤติกรรมการดูโฆษณา, ข้อมูลการติดตาม, ฯลฯ

2. ช่องทางออฟไลน์

  • หน้าร้าน: เก็บข้อมูลผ่านใบเสร็จ, การสมัครสมาชิก, การจดบันทึกข้อมูลลูกค้า, การติดตามพฤติกรรมการซื้อ, ฯลฯ
  • งานอีเวนต์: เก็บข้อมูลผ่านการลงทะเบียน, การตอบแบบสอบถาม, การสัมภาษณ์, ฯลฯ
  • โทรศัพท์: เก็บข้อมูลผ่านการโทรหาลูกค้า, การบันทึกบทสนทนา, ฯลฯ
  • แบบฟอร์ม: เก็บข้อมูลผ่านการกรอกแบบฟอร์ม, การตอบแบบสอบถาม, ฯลฯ

ข้อควรระวังในการรวบรวม Customer Data

  • กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: ต้องเก็บข้อมูลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และขอความยินยอมจากลูกค้าก่อนเก็บข้อมูล
  • ความปลอดภัยของข้อมูล: ต้องเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัย ป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ความเป็นส่วนตัวของลูกค้า: ต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของลูกค้า และใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสม

CDP มีประโยชน์อย่างไร?

1. เข้าใจลูกค้าแบบ 360 องศา

CDP ช่วยให้ธุรกิจสามารถรวบรวมข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทาง เช่น เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน โซเชียลมีเดีย CRM ฯลฯ  มาไว้ที่เดียว ทำให้สามารถสร้างโปรไฟล์ลูกค้าแบบครบถ้วน เข้าใจพฤติกรรม ความต้องการ และความชอบของลูกค้าแต่ละคน

2. การทำ Personalization ที่ดียิ่งขึ้น

ด้วยข้อมูลลูกค้าที่ครบถ้วน ธุรกิจสามารถนำไปใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตรงใจลูกค้าแต่ละคน เช่น แนะนำสินค้าที่ตรงกับความต้องการ เสนอโปรโมชั่นที่เหมาะสม หรือส่งข้อความที่ตรงกับพฤติกรรมของลูกค้า

3. ลูกค้ามีส่วนร่วมมากขึ้น

การเข้าใจลูกค้าแบบลึกซึ้ง ช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างเนื้อหาและกิจกรรมที่ตรงใจลูกค้า  ดึงดูดให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น

4. ปรับ ROI ของแคมเปญได้อย่างเหมาะสม

CDP ช่วยให้ธุรกิจติดตามผลลัพธ์ของแคมเปญการตลาด เช่น Google Ads  TikTok Ads และ Facebook Ads ได้อย่างแม่นยำ  วิเคราะห์ว่าแคมเปญใดมีประสิทธิภาพ  ปรับแต่งแคมเปญให้เหมาะสม  เพิ่ม ROI ของแคมเปญ

5. การตลาดแบบ Cross-channel ที่มีประสิทธิภาพ

CDP ช่วยให้ธุรกิจสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ราบรื่นต่อเนื่อง  ผ่านทุกช่องทาง  ลูกค้าสามารถเริ่มต้นการซื้อสินค้าบนช่องทางหนึ่ง  และทำการซื้อต่อบนอีกช่องทางหนึ่งได้อย่างสะดวก

6. ตอบสนองได้รวดเร็วด้วยข้อมูลแบบเรียลไทม์

ช่วยให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าแบบเรียลไทม์  เข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าในขณะนั้น  ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วทันใจ

7. เพิ่ม Retention และ Loyalty ของลูกค้า

การเข้าใจลูกค้าแบบลึกซึ้ง  การทำ Personalization  และการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็ว  ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยเพิ่ม Retention และ Loyalty ของลูกค้า

ธุรกิจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อให้เข้าใจลูกค้าแบบ 360 องศา นำไปสู่การทำการตลาดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนี้

  • พัฒนาสินค้าและบริการ: วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อค้นหาความต้องการ และพัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการ
  • ทำการตลาด: วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อหากลุ่มเป้าหมาย และส่งข้อความทางการตลาดที่ตรงใจ
  • เพิ่มประสิทธิภาพการบริการ: วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อหาจุดอ่อน และพัฒนาการบริการให้ดีขึ้น
  • สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า: วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อเข้าใจลูกค้า และสร้างความสัมพันธ์ที่

ธุรกิจใดบ้างที่ต้องการ CDP Service (Customer Data Platform)

CDP เหมาะกับธุรกิจทุกขนาดที่ต้องการเข้าใจลูกค้าและสร้างแคมเปญการตลาดที่มีประสิทธิภาพ ธุรกิจที่มีข้อมูลลูกค้าจากหลายช่องทาง ธุรกิจที่ต้องการสร้างประสบการณ์ส่วนตัวให้กับลูกค้า เช่น ธุรกิจ SME ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจประกันภัยและธุรกิจบริการ

ธุรกิจไหนกำลังมองหาตัวช่วยในการเก็บข้อมูลของลูกค้า ที่ M-Creation มีบริการ CDP (Customer Data Platform) เพื่อช่วยรวบรวมข้อมูลลูกค้าให้ธุรกิจของคุณแบบครบวงคร

สนใจทำโปรแกรม CDP คลิก!

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CDP คืออะไร

CDP กับ CRM ต่างกันอย่างไร

CDP (Customer Data Platform) เป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวม จัดระเบียบ และจัดการข้อมูลลูกค้าจากทุกแหล่งทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เน้นการเก็บข้อมูลแบบดิบ (Raw Data) และสร้างข้อมูลเชิงลึก (Insights) เกี่ยวกับพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างประสบการณ์ส่วนบุคคล (Personalization) ให้กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ CDP เน้นการเก็บข้อมูลลูกค้าแบบองค์รวมเพื่อสร้าง Insights และ Personalization ส่วน CRM (Customer Relationship Management) เป็นระบบที่ใช้จัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า เน้นการติดตามและจัดการข้อมูลการติดต่อสื่อสาร (Interaction) ระหว่างธุรกิจกับลูกค้า ช่วยให้ธุรกิจสามารถให้บริการลูกค้า (Customer Service) และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า (Customer Relationship) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ CRM เน้นการติดตามการติดต่อสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า

CDP ทำอะไรได้บ้าง

CDP ใช้เก็บข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทาง เช่น  Facebook Marketplace เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน  
อีเมล CRM จัดระเบียบข้อมูลให้เป็นโปรไฟล์ลูกค้าแบบครบวงจร วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า แบ่งกลุ่มลูกค้าตามเกณฑ์ต่างๆ พร้อมส่งข้อมูลลูกค้าไปยังระบบการตลาดอื่นๆ เช่น ระบบการส่งอีเมล ระบบโฆษณาออนไลน์

ระบบแพลตฟอร์มเก็บข้อมูลของลูกค้าเรียกว่าอะไร

ระบบแพลตฟอร์มเก็บข้อมูลของลูกค้าเรียกว่า CDP ย่อมาจาก Customer Data Platform  เป็นแพลตฟอร์มสำหรับรวบรวม จัดระเบียบ และจัดการข้อมูลลูกค้าจากหลากหลายแหล่ง CDP เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับธุรกิจทุกขนาด ธุรกิจที่ใช้ CDP จะสามารถเข้าใจลูกค้า สร้างแคมเปญการตลาดที่มีประสิทธิภาพ เพิ่มยอดขาย และสร้างความพึงพอใจของลูกค้า 

Share :

Facebook